Home > Manager > ก้าวแรกที่มั่นคง…สู่ผู้จัดการมือใหม่

ก้าวแรกที่มั่นคง…สู่ผู้จัดการมือใหม่

December 7th, 2008

สำหรับชีวิตคนเราแล้ว การได้ทำงานและมีความก้าวหน้า มีประสบการณ์ในการทำงานมากขึ้น ได้สร้างผลของงานให้มีคุณค่าต่อองค์กร ส่งผลให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นเป็นความภาคภูมิใจสำหรับทุก ๆ คน  และการได้ทำสิ่งดี ๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อสังคม เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ที่สามารถกระตุ้นความคิดของผู้อื่น ให้สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้  ยิ่งทำให้ภาคภูมิใจมากขึ้น

 

           ดิฉันเคยได้อ่านเกี่ยวกับเรื่อง สาระสำคัญของชีวิตได้กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า
           “เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างอิสระ … ว่ากันว่าความสำคัญของการใช้ชีวิตให้มีค่านั้น อยู่ที่เราได้ให้ 
           ได้สร้าง  ได้ทำอะไร  ทิ้งไว้ให้คนข้างหลังบ้างหรือไม่ 
           ไม่เกี่ยวกับระดับการศึกษา  แต่อยู่ที่คุณได้ใช้วิชาความรู้นั้นสอนผู้อื่นหรือไม่
           ไม่เกี่ยวกับชื่อเสียงในสังคม  แต่อยู่ที่คนในสังคมจะระลึกถึงความดีของคุณบ้างหรือไม่
           การใช้ชีวิตอย่างมีแก่นสาร ไม่ได้เกิดขึ้นเอง และไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม 
           หากแต่เป็นสิ่งที่เราเลือกจะทำ

           จากเรื่อง สาระสำคัญของชีวิต นี้ ทำให้ดิฉัน ตื่นตัวและบอกกับตัวเองว่า ดิฉันจะใช้ชีวิตอย่างมีแก่นสาร และเลือกที่จะทำสิ่งดี ๆ ที่มีคุณค่าเพื่อสังคมส่วนรวม  แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นความภาคภูมิในชีวิตค่ะ  จึงทำให้ดิฉันมีวันนี้ ได้ถ่ายทอด ได้บอกเล่าเรื่องราวการทำงาน ได้เขียนประสบการณ์  ก้าวแรกที่มั่นคง… สู่ผู้จัดการมือใหม่ สู่สายตาทุกท่าน 

           การที่เราได้สามารถถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ทั้งด้านประสบความสำเร็จและด้านล้มเหลว บอกเล่าให้คนอื่น ได้เรียนรู้ ได้ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน้าที่การงานและชีวิตประจำวัน ซึ่งคุณค่านี้เป็นความภาคภูมิใจอย่างมากสำหรับดิฉันค่ะ  ที่ปรารถนาขอถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานที่แน่ใจว่าจะมีคุณค่าต่อทุกคน   ก้าวแรกที่มั่นคง… สู่ผู้จัดการมือใหม่ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยคุณเตรียมตัว เตรียมพร้อม สำหรับการเป็นผู้จัดการมือใหม่ ที่ได้ทั้งใจ และได้ทั้งงาน จากทีมงานทุกคนในองค์กร รวมถึงจะส่งผลให้คุณประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากขึ้น

           “ก้าวแรกที่มั่นคง… สู่ผู้จัดการมือใหม่ เป็นการเตรียมตัว สำหรับตำแหน่งงาน Supervisor หรือผู้ช่วยผู้จัดการ ที่จะช่วยคุณเตรียมพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ ทัศนคติ และสมอง รวมถึงเรียนรู้ประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบทั้งของตัวเองหรือผู้อื่น เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้สามารถขึ้นตำแหน่งผู้จัดการ ด้วยก้าวแรกที่มั่นคงและพร้อมก้าวเดินต่อไปในตำแหน่งงานที่สูงขึ้น  ดิฉันมีความเชื่อว่า หากเรามั่นคงตั้งแต่ก้าวแรก  จะทำให้เรามั่นใจที่จะก้าวเดินก้าวที่สองได้อย่างสง่างาม

           ประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า การทำงานให้ประสบความสำเร็จ มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลนั้น เราต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมงานคุณภาพ ทุกคนมีความแตกต่าง ซึ่งความแตกต่างนั้นเป็นความเก่ง ความพิเศษ ความสามารถเฉพาะตัว ที่หากเราได้นำความแตกต่างที่โดดเด่นของแต่ละคนมาร่วมมือกันทำงาน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยอมรับในความสามารถของทุกคน จะทำให้ผลของงานบรรลุได้ตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายขององค์กรได้อย่างงดงาม

            และที่สำคัญตัวเราเองยิ่งต้องเรียนรู้ พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำอยู่เสมอ ถ้าถามว่าแล้วตำแหน่งผู้จัดการ นั้น ควรจะมีความสามารถอะไรบ้าง ดิฉันบอกได้เลยว่าหลายอย่างค่ะ ซึ่งเราจะเลือกใช้ทักษะ หรือความสามารถต่าง ๆ นั้น ให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์  ซึ่งคุณจะได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง…  และที่สำคัญดิฉันจะช่วยทำให้คุณสามารถถ่ายทอดสู่คนอื่นได้อย่างง่าย ๆ  และภาคภูมิใจกับสิ่งดี ๆ ที่คุณได้ทำเพื่อสังคมส่วนรวม

           ดิฉันมีความปรารถนา และมุ่งมั่นที่จะได้สร้างงานเขียน ได้นำเสนอสิ่งที่มีคุณค่า บอกเล่าประสบการณ์และกระตุ้นความคิด เพื่อให้หัวหน้างาน หรือผู้จัดการทุกท่าน นำไปใช้ประโยชน์ได้  ดังนั้นหากมีส่วนใดที่บกพร่องหรือผิดพลาด ดิฉันต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย และยินดีน้อมรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากทุกท่าน เพื่อปรับปรุงงานเขียนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ

ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทสำคัญ 7 ประการ สำหรับหัวหน้างาน

ดิฉันจำได้ว่า วันที่ได้เริ่มงานวันแรก วันนั้นตื่นเต้นมาก และไม่ใช่เพียงตัวเองเท่านั้น ที่รู้สึกดีเช่นนี้ สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ และทุกคนในครอบครัว ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจไปกับเราด้วย  เพราะหลังจากจบการศึกษาแล้ว  สิ่งที่คุณพ่อ คุณแม่คาดหวัง คือให้เราได้มีงานทำ มีรายได้ที่จะดูแลตัวเองได้ เพื่อให้เราได้เป็นคนคุณภาพ  การก้าวเข้าสู่สังคมการทำงานที่ต้องเรียนรู้ทั้งหน้าที่การทำงาน เรียนรู้วัฒนธรรมขององค์กร เรียนรู้ธุรกิจขององค์กร เรียนรู้เพื่อทำความรู้จักทั้งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าเราจะต้องเรียนรู้อะไรต่ออะไรมากขนาดนั้น รู้แต่ว่ามาทำงาน ก็ตั้งใจทำงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ดี ให้งานมีคุณภาพ ก็น่าจะดีพอแล้ว
ก่อนหน้านี้ ดิฉันอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ  และมีแนวโน้มที่จะได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งสู่ตำแหน่งผู้จัดการ เคยกังวลว่า เมื่อเราได้รับผิดชอบในตำแหน่งงานที่สูงขึ้น  ในระดับผู้จัดการแล้ว ดิฉันจะต้องบริหารจัดการในเรื่องใดบ้าง  เรื่องใดที่สำคัญ เรื่องใดที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เรื่องใดควรมอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชารับผิดชอบ  เราควรจะเรียนรู้เรื่องใดบ้างที่จะมาช่วยในการบริหารจัดการงานได้ดีมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น  และในการทำงานร่วมกับคนอื่นมีความสำคัญมากน้อยเพียงใดที่จะต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีในการทำงานร่วมกัน
ประสบการณ์การทำงานจนถึงปัจจุบัน ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้หลายสิ่งมีคุณค่า และปรารถนาจะถ่ายทอดประสบการณ์ สิ่งดี ๆ ให้ทุกท่านได้เรียนรู้ ได้ปฏิบัติ และถ่ายทอดส่งต่อให้เพื่อนร่วมงาน 
การทำงานทั้งในองค์กรธุรกิจ หรือหน่วยงานราชการ หรือการเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ล้วนแต่มีบทบาทหลาย ๆ บทบาทที่แตกต่างกัน  ที่เราได้ปฏิบัติ ต้องทำหน้าที่ และรับผิดชอบ ซึ่งดิฉันได้ได้แยกออกมาเป็น 7 ส่วน ซึ่งเป็นการยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทที่สำคัญ 7 ประการสำหรับหัวหน้างาน หรือผู้จัดการมือใหม่

ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทสำคัญ 7 ประการ สำหรับหัวหน้างาน

  • ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อตัวเอง
  • ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อผู้คนที่ร่วมงาน
  • ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อลูกค้า
  • ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่องานที่รับผิดชอบ
  • ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อองค์กร
  • ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อครอบครัว
  • ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อสังคมส่วนรวม

1) ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อตัวเอง

                ถ้าถามว่าดิฉันก่อนหน้านี้ว่า  “รู้หรือไม่ ผู้จัดการมีหน้าที่และบทบาทต่อตัวเองอย่างไร” ดิฉันคงตอบได้อย่างกว้าง ๆ และแบบไม่คอยมั่นใจมากนัก  แต่ตอนนี้หลาย ๆ สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้ สอนให้รู้ว่าหน้าที่และบทบาทต่อตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการประสบความสำเร็จในการเป็นผู้จัดการที่ดี 
ดิฉัน ขอให้คุณลองตอบคำถามเหล่านี้  ว่าคุณเคยทำ หรือเคยคิดเช่นนี้บ้างหรือไม่  
แต่สิ่งสำคัญ ไม่ใช่อยู่ที่คำตอบถูก หรือผิด  เพียงแต่อยากทำให้คุณได้ทบทวนการทำงานของคุณอีกครั้ง
สิ่งสำคัญของคำถามนี้ คือ คุณได้ทำแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้ทำ
ขอให้คุณเริ่มตั้งแต่วันนี้เถอะค่ะ   วันที่คุณได้อ่าน ได้คิดทบทวน และคุณได้เริ่มปฏิบัติทันที

  • คุณเรียนรู้และเข้าใจขอบข่ายหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ได้อย่างชัดเจนครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ใช่หรือไม่ ?

สำคัญอย่างไร 
สำคัญเพราะขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของการทำงานจะเป็นเข็มทิศในการทำงานของคุณอย่างชัดเจน ที่จะมุ่งในภารกิจใดเป็นเรื่องสำคัญในแต่ละปีของการทำงาน ซึ่งแต่ละปีผู้บริหารระดับสูงจะกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน
หัวหน้างาน หรือ ผู้จัดการ ควรต้องรอบรู้ในขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองอย่างชัดเจน  มีเรื่องใดบ้างที่ต้องคิด, ต้องวางแผน,  ต้องบริหารจัดการ,  ต้องตัดสินใจ,  ต้องแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างราบรื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องวางแผนกลยุทธ์ในความรับผิดชอบให้สอดคล้องและสนับสนุนกับทิศทางขององค์กรอย่างชัดเจน

  • คุณเคยรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเองทุกครั้ง หรือไม่

ทั้งผลการตัดสินใจที่ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว ?

สำคัญอย่างไร 
สำคัญเพราะการรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ  เป็นคุณสมบัติของผู้นำ ของหัวหน้างาน และของผู้จัดการที่ดี  สำหรับดิฉันแล้ว การรับผิดชอบต่อการตัดสินใจหมายถึง ก่อนการตัดสินใจต้องมีการวิเคราะห์ การประเมินความเสี่ยง และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ

  • กล้าเสี่ยงทดลองความคิดใหม่ ๆ

สำคัญอย่างไร 
สำคัญเพราะการถ้าคุณต้องการได้ผลการทำงานที่แตกต่าง เหนือคู่แข่ง คุณต้องกล้าทดลองความคิดใหม่ ๆ คิดนอกกรอบจากความคิดเดิม ๆ  คิดสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในมุมมองของลูกค้า  คิดให้แตกต่างจากมุมมองเดิมที่เราไม่เคยมองมุมนั้นมาก่อน  และ คิดเชื่อมโยงจากหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างนำมาเชื่อมโยง ให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่า
คุณสามารถเริ่มได้จากสิ่งง่าย ๆ ที่คุณรู้อยู่แล้วจาก ขั้นตอนงานใด งานหนึ่งที่มีอยู่ในการทำงานจริง  นำมาวิเคราะห์  นำมาคิดใหม่  สามารถลดขั้นตอนได้ไหม  หรือลดระยะเวลา หรือลดค่าใช้จ่ายได้ไหม หรือหากมีการออกแบบขั้นตอนนี้ใหม่ทั้งหมด จะดีขึ้นและได้คุณค่าใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด

  • ยืนหยัดในความคิดที่ถูกต้อง

สำคัญอย่างไร 
สำคัญเพราะ ก้าวแรกของผู้จัดการมือใหม่ จำเป็นค่ะ ที่ต้องแสดงความคิดของเราอย่างมั่นใจ และมั่นคง ไม่หวั่นไหว แม้ความคิดนั้นจะแตกต่างจากคนอื่น ๆ (แต่ขอให้แน่ใจว่าความคิดถูกต้อง ไม่เกิดผลกระทบต่อผู้อื่น)   เมื่อคุณได้ความคิดนั้นแล้ว และได้วิเคราะห์แล้วว่า  เป็นวิธีที่น่าสนใจ และมีคุณค่า อย่าเพียงให้เป็นความคิดอยู่แต่ในสมองเท่านั้น  ขอให้คุณแสดงความคิดนั้นออกมาสู่ที่ประชุม สู่ทีมงาน และยืนหยัดในความคิดนั้น หากคุณมั่นใจว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง  ถึงแม้ว่าจะแตกต่างจากความคิดของคนอื่น ๆ ในที่ประชุม  ในการทำงานจริง ๆ การที่มีความคิดที่คล้ายกันมากจนเกินไป จะทำให้ไม่ได้เห็นมุมมองอื่น ๆ ที่แตกต่างที่น่าสนใจ  ดังนั้น มั่นใจเถอะค่ะ  และแสดงความคิดนั้นให้เกิดการปฏิบัติได้จริง  และคุณจะรู้สึกภูมิใจมากว่านี่คือความคิดของคุณเอง…

  • นำทีมงานและได้ผลงานตามเป้าหมาย

สำคัญอย่างไร 
สำคัญเพราะ  การนำทีมงานและได้ผลงานตามเป้าหมาย เป็นการกำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนสำหรับผู้จัดการและทีมงานทุกคน ที่จะช่วยกันสนับสนุนเป้าหมายหลักขององค์กรให้ประสบความสำเร็จ ผู้จัดการเป็นผู้นำ ที่จะต้องสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นกับทีมงานอยู่เสมอ ต้องสามารถนำทีมงานให้ทำงานได้ตามที่มอบหมายด้วยความเต็มใจ เต็มความสามารถของทีมงาน

  • ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์

สำคัญอย่างไร 
สำคัญเพราะ  การยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์  ในด้านการรับคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น หากเรานำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะดีมาก  เพราะจะช่วยเป็นกระจกส่องให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เพื่อพัฒนาและปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ   และในด้านการให้คำวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นนั้น ควรให้ในลักษณะสร้างสรรค์ ให้ผู้รับคำวิพากษ์ วิจารณ์นั้นไม่คิดว่าเป็นการตำหนิ  แต่ให้มองว่าเราเป็นเพื่อนที่ปรารถนาดี  ต้องการให้เขาได้พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น และให้กำลังใจที่เขาจะต้องทำได้ดีกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน…

  • ให้ความเคารพนับถือผู้อื่น

สำคัญอย่างไร 
สำคัญเพราะ  การให้ความเคารพนับถือผู้อื่นนั้น  เป็นการนอบน้อม เป็นการยอมรับในความสามารถของทีมงาน และผู้ร่วมงานทุกคน ที่เป็นผู้มีความสามารถ และแต่ละคนนั้น ก็ล้วนแต่มีความสามารถที่โดดเด่น แตกต่างกัน  ซึ่งมารวมกันเป็นทีมงานคุณภาพแล้ว ย่อมทำให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ สามัคคี ที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างเกินความคาดหมาย

  • แสดงความมั่นใจตัวเอง

สำคัญอย่างไร 
สำคัญเพราะ  การแสดงความมั่นใจตัวเองนั้น จะช่วยทำให้เราบอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าจะพบอุปสรรค หรือปัญหาใด ๆ ก็ตาม เราจะสามารถแก้ไขปัญหา ด้วยสติ ปัญญา ได้อย่างดี เพราะเรามั่นใจว่าเราเป็นผู้มีความสามารถ ความมั่นใจในตัวเองนั้น จะเป็นพลังที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เราสามารถทำได้ในหลาย ๆ อย่างที่เป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยาก  ให้สามารถเป็นไปได้ด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง

เริ่มทำสักครั้ง… แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น

  • ค้นหาจุดเด่นของตัวคุณเองให้ถึง 3 ข้อ
  • ค้นหาจุดที่ควรปรับปรุงของตัวคุณเองให้ถึง 3 ข้อ
  • สร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ทำในสิ่งที่คุณถนัดให้ดียิ่งขึ้น
  • สร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ทำแผนปรับปรุงบางเรื่องที่คุณไม่ถนัดให้ดีขึ้นทีละข้อภายใน 1 เดือน ควรมี 1 ข้อที่คุณทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม…   J

 

2) ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อผู้คนที่ร่วมงาน

                การทำงาน เราไม่สามารถทำงานเพียงคนเดียวได้  แต่เราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นทีมงาน มีทั้งผู้บังคับบัญชา (หัวหน้า), มีผู้ใต้บังคับบัญชา (ลูกน้อง), ฝ่ายอื่น ๆ ในองค์กร ที่เราต้องประสานงาน และทำงานร่วมกันทั้งองค์กร  ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีศิลปะ และการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด ที่จะสามารถได้ทั้งงาน และได้ทั้งใจของผู้ร่วมงาน ที่จะยินดีให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกับเราทุกครั้ง และหลาย ๆ คนอาจจะเคยพบปัญหามาบ้างแล้ว ในการทำงานกับผู้อื่น  ดิฉันเชื่อมั่นว่าสิ่งที่จะเล่าและให้แนวทางต่อไปนี้จะช่วยคุณได้ ลองไปปรับใช้ให้เหมาะสมในองค์กรของคุณนะคะ…

  • หาโอกาสมองในด้านดีและชื่นชมผู้อื่นอยู่เสมอ

ทำอย่างไร….  วิธีง่าย ๆ คือมองหาด้านดี ของเพื่อนร่วมงานของคุณ และยอมรับว่าสิ่งนั้น เป็นคุณสมบัติ ที่โดดเด่นของเขา  หากมีงานใดที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น  หากกระดาษน่ารัก ๆ เขียนชื่อคนนั้น และกล่าวชื่นชมในความสามารถของเขา หรือขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ และช่วยเหลือจนทำให้งานสำเร็จออกได้ด้วยดึ    เพียงเท่านี้ มิตรภาพในที่ทำงาน   จะเกิดรอยยิ้มได้ง่าย ๆ  ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ… ลองทำครั้งแรก และจะมีครั้งที่สอง และครั้งที่สาม คุณจะสังเกตเห็นได้เลยว่าบรรยากาศในการทำงานสดชื่นขึ้นมากทีเดียว    

  • ทำให้ผู้อื่นรู้สึกภูมิใจ

ดิฉันเชื่อว่า หลาย ๆ ต่อหลายครั้ง เราต้องเข้าร่วมประชุม หลาย ๆ เรื่องมีคนแสดงความคิดเห็น เหมือนกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง ความคิดที่แตกต่างก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ เคยไหมคะที่สามารถทำให้เพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้างาน หรือลูกน้อง รู้สึกภูมิใจในการทำงาน ในความคิด ในผลงานของเขา…  สิ่งเหล่านี้คือพลัง ที่จะช่วยขับเคลื่อนผลงานดี ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

  • ให้ความเคารพในการตัดสินใจร่วมกัน และเอาใจใส่ต่อผู้อื่นเสมอ
  • ให้คำชมเชยในความสำเร็จ  โดยไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียความรู้สึก
  • ให้รางวัลและแรงเสริมแก่ผลงานที่ยอดเยี่ยม  เพื่อกระตุ้นให้ทีมงานสร้างผลงานดี ๆ
  • ทำให้ผู้อื่นรู้สึกภูมิใจ
  • หลีกเลี่ยงการตำหนิผู้อื่นอย่างไม่สร้างสรรค์

ดิฉันได้ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานมาหลายปี มีสิ่งหนึ่งที่ปรารถนาแบ่งปันเล่าประสบการณ์ดี ๆ สู่ทุกท่าน ดิฉันมองทุกคนคือเพื่อนร่วมงาน คือเพื่อนที่ช่วยกันทำงาน  คือน้อง ๆ ไม่ใช่หัวหน้า ไม่ใช่ลูกน้อง ที่มีหัวโขน  ดิฉันบอกน้อง ๆ ในทีมเสมอว่า “เราทุกคนคือเพื่อน คือพี่น้อง ที่ร่วมมือกันทำงาน ผลงานของแผนก ของฝ่าย คือผลงานของพวกเราทุกคน
ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง  ดังนั้นหากมีผลงานดี ๆ ที่ได้รับความชื่นชม ดิฉันมักจะส่งต่อความชื่นชมนี้ สู่น้อง ๆ ด้วยการส่งเมลล์ขอบคุณ และสำเนาถึงผู้บริหารให้รับทราบว่าผลงานดี เป็นของน้อง ๆ ทุกคน

ปัจจุบันสิ่งที่ดิฉัน ได้รับจากทีมงาน คือรอยยิ้ม ความเชื่อมั่น ความไว้ใจ และน้ำใจ ปัจจุบันถึงแม้ดิฉันจะลาออกจากที่ทำงานเดิมแล้ว  มิตรภาพที่ดียังมีถึงกันอยู่เสมอ เรายังคงเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง

เริ่มทำสักครั้ง… แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น

  • ดิฉันเพียงขอให้คุณ ส่งมิตรภาพดี ๆ สู่เพื่อนร่วมงาน สร้างความภูมิใจ ให้เกียรติกับเพื่อนร่วมงานร่วมแสดงความยินดี ชื่นชมด้วยความจริงใจ เมื่อเพื่อนร่วมงานประสบความสำเร็จ…
  • ให้ Feedback  ผู้อื่นในเชิงสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนา

หลาย ๆ ครั้งที่ดิฉัน เคยไม่เข้าใจว่า ทำให้ต้องให้ Feedback ทำไมต้องบอก ต้องเตือน หรือ ทำไมเราต้องได้รับคำตำหนิ แล้วจริง ๆ หัวหน้าต้องการให้เราทำอะไร  มีอะไรที่ผิดพลาด มีอะไรที่ต้องปรับปรุง มีผลกระทบอย่างไร และจะมีผลดีอย่างไร

จนกระทั่งดิฉันได้เริ่มเป็นผู้จัดการ ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีจากวิชาการ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการบริหารคน ถึงมั่นใจว่า การให้ Feedback เป็นกลยุทธ์ในการบริหารคนอย่างหนึ่ง ที่ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ ในการสื่อสาร ในการโน้มน้าว ในการจูงใจ ให้ทีมงานสามารถปรับปรุงชิ้นงาน ปรับปรุงตัวเอง เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมิใช่ประโยชน์เกิดขึ้นกับองค์กร  ฝ่าย หรือแผนก  แต่ประโยชน์ที่มีคุณค่าเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับ Feedback และพยายามพัฒนา ปรับปรุงตัวเอง จนเกิดความรู้ เกิดทักษะ เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ มีคุณค่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะติดตัวผู้นั้นไปตลอด…

ดังนั้น เรามาเริ่มให้ Feedback ที่สร้างสรรค์ เพื่อการพัฒนาต่อยอดความรู้และทักษะกับเพื่อนร่วมงานกันเถอะค่ะ  

เทคนิคการให้ Feedback

  • ทันเวลา

คือ เมื่อต้องการให้ Feedback เพื่อปรับปรุง ควรเรียกคุยภายในวันนั้น หรืออย่างช้าไม่ควรเกินวันถัดไป

  • ชี้ชัด เจาะจง จริงใจ

คือ เมื่อต้องการให้ Feedback คุณต้องเตรียมข้อมูล ต้องรู้จริง รู้ชัดเจน ในสิ่งที่ต้องการให้คำแนะนำ และที่สำคัญคุณต้องจริงใจ ที่ปรารถนาที่จะให้มีการปรับปรุงเพื่อพัฒนาเพื่อตัวเขาเอง

  • อยู่ในวิสัยที่ควบคุม หรือจัดการได้

เมื่อคุณตัดสินใจที่จะให้ Feedback คุณต้องควบคุมสถานการณ์ได้ คุณต้องคาดการณ์ในอนาคตได้ว่า พูดแบบใดที่จะทำให้ผู้รับ Feedback ยินดีนำไปปฏิบัติ และเข้าใจในความปราถนาดีของคุณอย่างจริงใจ

  • ไม่ใช่คำพิพากษา

การให้ Feedback ให้ใช่คำพิพากษาที่จะบอกว่าสิ่งนั้นผิดหรือถูก  แต่เป็นสิ่งที่เราให้มุมมองอีกด้านที่ผู้รับ Feedback มองไม่เห็น หรือไม่ทราบผลกระทบที่เกิดขึ้น

  • สมดุลย์

การให้ Feedback ควรมีความสมดุลย์ ไม่เอนเอียง ไม่ใช้อารมณ์ในการให้ Feedback
มีความยุติธรรม จริงใจ และปรารถนาที่จะให้ผู้รับ Feedback มีการพัฒนาปรับปรุง เพื่อสร้างผลงานที่มีคุณค่า ไม่ใช่เฉพาะเพื่อองค์กร  แต่เพื่อผู้รับ Feedback มีทักษะที่เพิ่มขึ้นด้วย   

***  ทุกครั้งที่มีการให้ Feedback  คุณควรวิเคราะห์จุดแข็ง และจุดที่ควรปรับปรุงของผู้รับ Feedback  เพื่อเป็นการสร้างสมดุล และสร้างขวัญ กำลังใจ ต่อผู้รับ Feedback ให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ***

 

3) ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อลูกค้า

ในการทำงานในองค์กร ทั้งหน่วยงานราชการ หรือองค์กรธุรกิจ ทุกส่วนงานล้วนมีลูกค้าที่ต้องให้บริการ ทั้งลูกค้าภายใน และลูกค้าภายนอก สิ่งที่เกิดขึ้นที่มักพบอยู่บ่อย ๆ คือหลาย ๆ คนไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้ให้บริการ ไม่เคยคิดว่าทุก ๆ ส่วนงานที่เราต้องร่วมงานด้วยคือลูกค้า ที่ควรเอาใจใส่ ยินดีให้ความร่วมมือในการประสานงาน  เพื่อให้ทำงานร่วมกันด้วยความราบรื่น  บรรยากาศในการทำงานก็จะเป็นเหมือนบ้าน มีรอยยิ้ม อารมณ์ดี และทำให้อยากมาทำงานทุกวัน

ดังนั้น การยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อลูกค้า จึงมีความสำคัญมาก สำหรับผู้ที่เริ่มป็นผู้จัดการ ที่ควรรู้บทบาทนี้ และส่งเสริมให้ทีมงานเข้าใจและให้ความร่วมมือ ร่วมใจพร้อมให้บริการอยู่เสมอ

การสร้างกลยุทธ์ งานด้านการบริการลูกค้าให้เหนือคู่แข่งขัน
การให้บริการลูกค้า
สร้างความสำคัญให้กับลูกค้าเสมอ
สร้าง CRM และ CEM  ให้ดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน อย่างต่อเนื่อง

การให้บริการลูกค้า
มุ่งให้บริการลูกค้าด้วยความเต็มใจ ยินดีให้ความช่วยเหลือและ รับฟังความคิดเห็น ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าทันเวลา  พร้อมให้คำแนะนำ มีความมุ่งมั่นมอบความปรารถนาดีต่อลูกค้าเสมอ และยินดีที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ใช้สินค้าและบริการทุกช่วงเวลา ทุกสถานการณ์
จิตสำนึกในการให้บริการ สามารถสร้างด้วยทัศนคติที่ดี ที่มองในด้านดี จะทำให้ผู้ให้บริการมองเห็นลูกค้าเป็นบุคคลสำคัญ  ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้า เป็นเสมือนปัญหาของตนเองที่จะช่วยดำเนินการอย่างเต็มความสามารถและทำให้ลูกค้าพึงพอใจที่ได้รับบริการที่เกินความคาดหมาย

เริ่มทำสักครั้ง… แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น

  • ยิ้มให้กับตัวเองทุกเช้าก่อนเริ่มงาน   J
  • บอกกับตัวเองว่าวันนี้ ฉันจะสร้างประวัติศาสตร์ การบริการที่ประทับใจให้กับลูกค้า
  • จดเรื่องราวดี ๆ ที่คุณมอบประสบการณ์ทางบวกให้กับลูกค้า ที่ทำให้คุณรู้สึกภูมิใจ

สร้างความสำคัญให้กับลูกค้าเสมอ
คุณรู้หรือไม่ว่า ลูกค้ารู้สึกประทับใจเพียงใด เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นคนสำคัญเสมอ… 

  • ทุกครั้งที่ลูกค้าติดต่อเข้ามา จะได้รับการติดต่อกลับทุกครั้ง
  • ทุกครั้งที่มีปัญหา จะได้รับการแก้ไขปัญหาที่ทันท่วงที
  • ทุกครั้งที่ต้องการคำปรึกษา จะได้รับความแนะนำดี ๆ เสมอ
  • ทุกครั้งที่เป็นวันสำคัญ จะได้รับการ์ดอวยพรส่งให้เสมอ

สิ่งเหล่านี้… คุณรู้หรือไม่ว่า  สามารถสร้างความประทับใจและเป็นสายใยที่แน่นหนาระหว่างคุณกับลูกค้าให้มีสัมพันธภาพในการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และบอกต่อไปยังลูกค้าคนอื่น ๆ ถึงประสบการณ์ทางบวกเหล่านี้…

สร้าง Customer Relationship Management (CRM) และ Customer Experience Management (CEM)  ให้ดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน อย่างต่อเนื่อง

Customer Relationship Management (CRM) หมายถึง การบริหารจัดการสัมพันธภาพระหว่างองค์กรและลูกค้าให้มีมิตรภาพที่ดีระหว่างกันให้นานที่สุด และสามารถตอบสนองความต้องการส่วนตัวของลูกค้าได้ หรืออีกนัยหนึ่งคือ การทำให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าหรือบริการ ยังคงเป็นลูกค้าขององค์กรอย่างต่อเนื่องทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และทุก ๆ ปี ทำให้ลูกค้านึกถึงเราเสมอเมื่อต้องการสินค้าหรือบริการใด ๆ  ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษา หรือติดต่อเราเพื่อให้ช่วยแนะนำ หรือช่วยหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ด้วย นั่นเป็นเพราะว่าลูกค้าไว้วางใจและเชื่อมั่นว่าเราจะสรรหาแต่สิ่งดี ๆ และมีคุณค่าให้ลูกค้าเสมอ

Customer Experience Management (CEM)  หมายถึง การบริหารจัดการส่งมอบประสบการณ์ทางบวกให้กับลูกค้าเสมอ ในทุกขั้นตอนบริการ ทุกช่วงเวลาที่ลูกค้าสัมผัสบริการ  ดังนั้นองค์กรธุรกิจ จึงจำเป็นต้องออกแบบขั้นตอนเริ่มต้นที่ติดต่อลูกค้า และขั้นตอนถัดไป ที่ลูกค้าจะต้องติดต่อเข้ามาที่องค์กร ให้ลูกค้าได้รับความสะดวก และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เกินความหมายของทุกจุดบริการ

เริ่มทำสักครั้ง… แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น

  • ออกแบบ CRM โครงการที่คุณคิดว่าจะมัดใจลูกค้าได้ด้วยมิตรภาพที่ประทับใจ
  • ออกแบบ  CEM ขั้นตอนการติดต่อลูกค้าตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงลูกค้าใช้บริการ
  • วิเคราะห์ปัญหาที่ลูกค้าอาจจะได้รับในอนาคต และวิธีการแก้ไขรองรับไว้ด้วย
 

4) ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่องานที่รับผิดชอบ

นอกจากที่เราควรยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อตนเอง, ต่อเพื่อนร่วมงาน และลูกค้าแล้ว  การยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่องานที่รับผิดชอบก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้จัดการมือใหม่ที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  เพราะงานของผู้จัดการ คือการสร้างผลงานให้ได้ตามเป้าหมายโดยการเป็นผู้นำที่สามารถนำทีมไปสู่ความสำเร็จได้

                ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างผลงานให้ได้ตามเป้าหมาย  มีวิธีการง่าย ๆ ที่ขอให้คุณได้ลองทำดู

  • สนับสนุนเป้าหมายหลักขององค์กร

     อย่างแรก คุณต้องรู้ ต้องเข้าใจก่อนว่าองค์กร มีเป้าหมายหลักในการดำเนินธุรกิจไปในทิศทางใด เรื่องใด ที่มุ่งเน้นเป็นสำคัญ   จากนั้นก็นำมาสานต่อ โดยออกแบบให้เป็นแผนงานของคุณ โดยสอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร สามารถสนับสนุนภารกิจหลักขององค์กรได้         และที่สำคัญ คุณควรถ่ายทอดเป้าหมายหลัก และแผนงานที่คุณออกแบบไว้ให้ทีมงานทุกคนได้ทราบในทิศทางเดียวกัน เพื่อทำให้ทุกคนเข้าใจและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน

  • มุ่งเน้นกระทำสิ่งที่สำคัญที่สุดให้ประสบผลสำเร็จ

     หลาย ๆ คนอาจสงสัยแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด คืออะไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องทำสิ่งนี้ และเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำ  คุณสามารถวิเคราะห์และพิจารณาง่าย ๆ จากหลาย ๆ งานที่คุณได้กำหนดไว้ และวิเคราะห์ลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า งานใดที่ทำให้สำเร็จแล้วจะส่งผลดีต่อองค์กร ต่อลูกค้า และงานใดที่หากไม่สำเร็จตามที่กำหนดไว้ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรและลูกค้า และคุณจะพบว่าสิ่งนั้นคือสิ่งสำคัญที่คุณต้องทำให้สำเร็จเป็นสิ่งแรก

  • ทำให้งานปฏิบัติง่าย

ให้คุณลองตรวจสอบหรือทบทวนขั้นตอนการทำงาน มีขั้นตอนใดที่ซ้ำซ้อน  ยุ่งยาก หรือใช้ระยะเวลาในการทำงานนานเกินไป  เราสามารถออกแบบงานให้ปฏิบัติงานได้ง่ายกว่านั้นอีกได้หรือไม่  หรือสามารถลดขั้นตอนการทำงานที่มากเกินให้ให้ลดน้อยลงได้หรือไม่
จริง ๆ แล้วในองค์กรธุรกิจ มีการออกแบบขั้นตอนการทำงานไว้มากมาย และเมื่อออกแบบแล้วมักจะละเลย ไม่นำมาดูแลหรือทบทวน หรือปรับปรุงให้กระชับ หรือลดขั้นตอนอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งคุณสามารถบริการลูกค้าได้รวดเร็ว คุณก็เหนือคู่แข่งไปอีกหนึ่งก้าว…

  • สร้างงานให้เกิดคุณค่า และความสำคัญ

งานทุกงาน มีคุณค่าและมีความสำคัญ เช่นเดียวกับคนทุกคนในองค์กรที่มีคุณค่า มีความสามารถโดดเด่นที่แตกต่างกัน  ดังนั้นหากสามารถนำความเก่ง ความสามารถ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ มารวมเป็นทีมงานคุณภาพ ย่อมทำให้เกิดงชิ้นใหม่ที่มีคุณค่าให้กับองค์กรได้  การยอมรับความสามารถที่แตกต่างของเพื่อนร่วมงาน เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีในทีมงาน และเป็นจุดแข็งขององค์กรธุรกิจที่สามารถเป็นผู้นำทางธุรกิจได้

  • สนับสนุนให้มีการลงมือปฏิบัติงานให้สำเร็จ

ในฐานะที่คุณเป็นผู้จัดการ คุณย่อมมีทีมงาน เพราะการทำงานต้องร่วมมือกัน คุณไม่สามารถทำงานเพียงลำพังคนเดียวได้ จำเป็นต้องมีทีมที่ร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงานให้มีคุณภาพ  ดังนั้นการสนับสนุนให้ทีมงาน ลงมือปฏิบัติงานให้สำเร็จเป็นกลไกของการทำงานที่จะช่วยทำให้ทีมงานมีขวัญและกำลังใจ  ยินดีทำงานต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจ ถึงแม้จะเหนื่อยก็จะสนุกกับงาน และคิดว่างานที่ยากเป็นงานท้าทายความสามารถ

เริ่มทำสักครั้ง… แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น

เราเคย ถามตัวเองบ้างหรือไม่

  • “วันนี้เราภูมิใจกับ ผลการทำงานของเราหรือยัง”
  • “วันนี้ ผลการทำงานของเรามีเรื่องใดที่น่าภูมิใจบ้าง”
  • “วันนี้ ผลการทำงานของเรามีเรื่องใดที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง”
 

5) ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อองค์กร
ในการทำงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก เช่น กิจการเจ้าของคนเดียวร้านเล็ก ๆ ก็ถือว่าเป็นองค์กรธุรกิจที่แบ่งตามสัดส่วนขนาดของธุรกิจ  อย่างไรก็ตามองค์กรที่กล่าวมาล้วนแต่มีความสำคัญเพราะเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนทำให้เรามีรายได้ มีความมั่นคงในการทำงาน และหากเรามองให้ลึกไปมากกว่านั้น หากเราสามารถนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายได้รับผลสำเร็จ นั่นหมายถึงความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ความภาคภูมิใจที่เราเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน ขององค์กร ที่ประสบความสำเร็จ  สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อพนักงานทุกคนคิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรธุรกิจ  และเมื่อพนักงานมีใจรักองค์กร จะทำให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ และสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงเชื่อมโยงทุกคนด้วยความผูกพัน และด้วยรอยยิ้มที่ประสบความสำเร็จด้วยกัน
และสิ่งต่อไปนี้จะช่วยเป็นแนวทางทำให้คุณสามารถกระตุ้นทีมงานให้รักองค์กร รู้หน้าที่และบทบาทสำคัญที่มีต่อองค์กร

  • เข้าใจและสนับสนุน วิสัยทัศน์ ภารกิจ และจุดมุ่งหมาย ขององค์กร

ผู้จัดการทุกท่าน ควรทำความเข้าใจภารกิจและจุดมุ่งหมายหลักขององค์กรในแต่ละปี มีทิศทางในการบริหารจัดการไปในแนวทางใด เพื่อจะได้ออกแบบแผนงานให้สอดคล้องและสนับสนุนกับภารกิจหลักองค์กรในทิศทางเดียวกันได้เป็นอย่างดี

  • ส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานปฏิบัติงานตามเป้าหมายหลักขององค์กร

เมื่อทราบภารกิจหลักขององค์กร และได้ออกแบบแผนงานสำหรับทีมงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้พนักงานช่วยกันสนับสนุนและปฏิบัติตามเป้าหมายหลักขององค์กรในทิศทางเดียวกัน

  • กล่าวถึงผู้บริหารและผู้บังคับบัญชาในทางบวก และหลีกเลี่ยงการวิพากษ์ วิจารณ์

                ผู้บริหาร และผู้บังคับบัญชาในทางที่เสียหาย
ผู้จัดการเป็นตำแหน่งที่มีผู้บังคับบัญชา หรือหัวหน้า และมีผู้ใต้บังคับบัญชา หรือลูกน้อง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ศิลปะในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชาและกำลังกล่าวถึงผู้บริหาร หรือผู้บังคับบัญชา ควรกล่าวถึงในทางบวก เพื่อเป็นการสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่น ความไว้วางใจให้กับผู้บังคับบัญชาของเรา หรืออีกนัยหนึ่งคือ เมื่อเราชื่นชมผู้บังคับบัญชา และไม่พูดในเชิงลบ ลูกน้องของเราก็จะชื่นชมเราเช่นกัน รวมถึงไม่พูดถึงเราในทางลบด้วย

  • สร้างความรู้สึกภูมิใจในผลงาน และการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

ในฐานะที่ท่านเป็นผู้จัดการ จำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมงาน มอบหมายงานให้รับผิดชอบ และสนับสนุนให้เกิดผลงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทีมงานมีความรู้สึกภูมิใจในผลงานที่ได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์  รวมถึงสร้างความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร  สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นกับทีมงานของคุณ คุณจะสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้ทีมงานพยายามสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ออกมาอยู่เสมอ

เริ่มทำสักครั้ง… แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น

คุณเคยคิดสร้างประวัติศาสตร์ในการทำงานที่น่าประทับใจให้เพื่อนร่วมงานและองค์กร ได้พูดถึงคุณบ้างหรือไม่ ในบางเรื่องที่คุณได้ทำสิ่งดี ๆ เพื่อองค์กร
ถ้ายังไม่เคยทำ  ลองดู ลองเริ่มทำบางสิ่งที่คุณจะทำเพื่อองค์กรสักเรื่อง…

“สิ่งที่คุณได้รับ เป็นทั้งประสบการณ์ที่ดี เป็นทั้งการเรียนรู้ เป็นทั้งการสร้างมิตรภาพที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน และเป็นการสร้างความภูมิใจที่ครั้งหนึ่งได้ทำสิ่งดี ๆ เ พื่อส่วนรวม”

  • ทำบางเรื่องดี ๆ  เช่น เป็นวิทยากรจัดสอนและฝึกอบรมให้ความรู้เพื่อนพนักงาน
  • ทำบางเรื่องดี ๆ เช่น ช่วยออกแบบขั้นตอนการให้บริการลูกค้ากระชับ รวดเร็ว

             และสร้างความพึงพอใจส่งมอบถึงลูกค้าให้เหนือคู่แข่ง อย่างเห็นได้ชัด

 

6) ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อครอบครัว

                สำหรับดิฉันแล้ว ครอบครัวและบ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เป็นที่ที่ให้พลัง เติมความฝัน ให้กำลังใจ พักผ่อนนอนหลับยามเหนื่อยล้า ให้รอยยิ้ม ให้เสียงหัวเราะ และอ้อมกอดที่อบอุ่นของลูก ๆ ทุกครั้งที่กลับบ้าน
มรสุมชีวิตอาจจะเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน  และดิฉันเชื่อว่าคนที่เคียงข้างเรา และปลอบโยนเราคือคนในครอบครัว ที่ช่วยประคองคุณไว้ไม่ให้ล้ม ช่วยจุดประกายความฝัน  ช่วยเติมพลังชีวิต ช่วยทำให้คุณมีแรงบันดาลใจในชีวิต ให้อดทน ไม่ยอมแพ้ ไม่อ่อนแอ  และสำหรับดิฉันแล้วคือลูก ๆ น้อง ๆ พ่อและแม่ คือคนที่เคียงข้างดิฉันทุกวัน ทุกเวลา  ช่วยทำให้ดิฉันแข็งแรงขึ้น ยืนขึ้น และก้าวเดินต่อไปได้อย่างงดงาม
ทำไม ดิฉันถึงได้กล่าวถึงครอบครัว กล่าวถึงลูก ๆ เพราะก่อนหน้านี้ดิฉันเป็นเพียงพนักงานธรรมดาทั่ว ๆ ไป ไม่มีความฝัน ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตไปเพื่อใคร อนาคตเป็นอย่างไรไม่ได้คิดไกลมากนัก  รู้เพียงแต่ว่าทำงานในวันนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งจริง ๆ แล้วเราควรวางแผนชีวิต ควรคิดให้ไกลอยู่ 3 ช่วงเวลา ช่วงปีแรก  ช่วงเวลาอีก 3 ปีถัดไป และช่วงเวลาอีก 5 ปีถัดไป คุณจะทำอะไรบ้าง
ดิฉันแน่ใจว่าทุกคนมีครอบครัว แต่บางครั้งเราอาจจะหลงลืมไปว่าเรามีคนที่รักเราและห่วงใยเรารออยู่ที่บ้าน  คอยเป็นห่วงว่าเราขับรถกลับบ้านปลอดภัยไหม… ทานข้าวหรือยัง อากาศเปลี่ยนแปลงแล้วเราดูแลตัวเองดีไหม และมีอ้อมกอดเล็ก ๆ ของลูก ๆ ที่อบอุ่นพร้อมเสียงเล็ก ๆ บอกว่า รักคุณแม่จัง… วันนี้ทำงานเหนื่อยมากไหมคะ…. สิ่งนี้คือพลังค่ะ คือความสุข คือกำลังใจ ดังนั้น ดิฉันจึงปรารถนาให้ทุกท่านจัดเวลาให้เหมาะสม ซึ่งในมุมมองของดิฉันแล้วเวลาเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ที่เราทุกคนมีเท่า ๆ กันคือ 24 ชั่วโมง หากแต่ว่าใครจะบริหารจัดการเวลาได้มีคุณค่ามากกว่ากัน ดิฉันปรารถนาและขอให้คุณได้จัดเวลาเป็น 3 ส่วนรู้วิธีจัดและบริหารเวลาที่มีค่าให้กับคนที่รักและห่วงใยคุณ

  • ส่วนแรก   จัดเวลาส่วนนี้เพื่อหน้าที่การทำงานที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้ง 5 หรือ 6 วันในหนึ่งสัปดาห์
  • ส่วนที่สอง จัดเวลาส่วนนี้เพื่อให้ครอบครัว ให้คนที่คุณรัก ให้คุณพ่อ คุณแม่ และลูก ๆ
  • ส่วนที่สาม จัดเวลาส่วนนี้เพื่อตัวคุณเอง ให้มีเวลาเพื่อดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจของคุณเอง ทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวคุณเอง หรือลองนั่งนิ่ง ๆ สัก 3 – 5 นาที ลองคิดทบทวน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวดี ๆ อะไรบ้างที่ทำให้เรายิ้มได้…

เริ่มทำสักครั้ง… แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น

  • รู้และเข้าใจ  ความหมายของคำว่า “บ้าน”และ “ครอบครัว”
  • รู้เสมอว่า “มีใครบ้างที่รักเราและรอเรากลับบ้านทุกวัน”
  • รู้อย่างชัดเจนเสมอว่า  “สิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคืออะไร”
  • รู้วิธีจัดและบริหารเวลาที่มีค่าให้กับคนที่รักและห่วงใยคุณ
 

7) ยึดมั่นในหน้าที่และบทบาทต่อสังคมส่วนรวม

                เมื่อคุณได้รู้หน้าที่และบทบาทจากหลาย ๆ ข้อที่ได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าดิฉันได้เริ่มต้นจาก

  • ตัวคุณเอง
  • เพื่อนร่วมงาน
  • ลูกค้า
  • งานที่คุณรับผิดชอบ
  • องค์กร
  • ครอบครัว
  • และตอนนี้เราจะทำเพื่อสังคมส่วนรวมด้วย

โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันคิดว่า เมื่อเราดูแลตัวเองได้ดี ทำหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบได้ดี ทั้งกับเพื่อนร่วมงานและลูกค้า รวมถึงเรายังทำให้องค์กรรู้เสมอว่าเราคือทรัพยากรที่มีคุณค่าที่ควรรักษาไว้ เรายังดูแลครอบครัวให้มีความสุข มีรอยยิ้ม  นอกจากนี้เราจะทำเพื่อส่วนรวมบ้าง เพื่อผืนแผ่นดินไทยของเรา ตอบแทนคุณแผ่นดิน ที่เราเกิด เราเติบโต ที่เราได้อยู่อาศัยจนทุกวันนี้
หลาย ๆ คนในสังคมปัจจุบัน อยู่บนความคิดที่ทำเพื่อตัวเองก่อน เลือกความสบาย และได้เปรียบให้กับตัวเองก่อน  ทำให้สังคมวุ่นวายและบางครั้งเราก็สังเกตเห็นว่าน้ำใจของคนส่วนใหญ่หายไป จากสังคมคนไทย บนรถโดยสาร บ่อยครั้งที่คนชรา เด็ก ๆ ต้องยืนไม่มีคนลุกให้นั่ง ดิฉันคาดหวังเหลือเกินให้ความมีน้ำใจ การแบ่งปัน ทำเพื่อคนไทยด้วยกัน กลับมาอยู่ในจิตใจของคนไทยส่วนใหญ่อีกครั้ง เพื่อทำให้สังคมไทยน่าอยู่ เสียสละเพียงเล็กน้อย แต่ได้ความภูมิใจ คุณค่าในใจที่ไม่รู้ลืม ดิฉันต้องการปลูกฝังสิ่งนี้ให้กับเยาวชน ผู้ที่อยู่ในวัยเรียน วัยศึกษา ได้ซึมซับสิ่งดี ๆ เหล่านี้และช่วยกันคนละนิด ก็ทำให้สังคมไทยน่าอยู่ขึ้นมากเลย
คุณอาจสงสัย แล้วที่ดิฉันเขียนอยู่นี้ ดิฉันทำอะไรอย่างที่ต้องการให้คนอื่นทำบ้าง… แน่นอนค่ะ ดิฉันมีโครงการที่นำความรู้และประสบการณ์ที่ติดตัว นำมาเขียนเป็นหลักสูตรการสอนให้กับนักศึกษาปี 3และ ปี 4 ของสถาบันการศึกษา โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายปีละครั้ง สำหรับแต่ละสถาบันการศึกษา ดิฉันต้องการทำความดีถวายในหลวง ดิฉันเชื่อว่าถ้าคนไทยทุกคน ช่วยกันทำความดี เสียสละ เลือกทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนส่วนรวมบ้าง เราจะเห็นรอยยิ้ม ความเอื้ออาทร ความเอาใจใส่ ความห่วงใย ความช่วยเหลือที่หลั่งไหลเป็นดั่งสายน้ำ ที่ชุ่มชื้นในหัวใจของเราทุกคน… สังคมไทยเราก็จะน่าอยู่ขึ้น มีรอยยิ้มกันมากขึ้น

                ดิฉัน แค่คิดโครงการนี้ ก็รู้สึกเต็มตื้นในหัวใจ ที่พองโตเต็มไปด้วยพลัง ที่มุ่งมั่นจะทำโครงการนี้ให้สำเร็จให้ได้  และจะชวนผองเพื่อนช่วยกันทำโครงการนี้ร่วมกัน  ทำเป็นตัวอย่างให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้เห็นว่าการทำความดี โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน สิ่งที่เราได้ทันที เพียงเราคิดที่จะทำ คือความภูมิใจ สุขใจ อย่างประเมินค่ามิได้ สิ่งนี้ทำให้เราไม่เหนื่อยที่จะทำ ไม่ท้อเมื่อพบอุปสรรค แต่กลับมีพลังที่มุ่งมั่นจะทำสิ่งดี ๆ ต่อไปในสังคมไทยของเรา

เริ่มทำสักครั้ง… แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้น

  • สร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ที่มีคุณค่าให้กับสังคม และแผ่นดิน
  • แบ่งปันประสบการณ์ที่มีคุณค่า… สู่คนรุ่นใหม่
  • หาโอกาสทำกิจกรรมที่มีประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม
  • ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส  ให้ได้รับโอกาส

      ช่วยพัฒนาและสร้างคน  ให้สามารถเติบโตเป็นคนคุณภาพ            
      เพื่อช่วยกันทำสิ่งดี ๆ มีคุณค่าให้กับสังคมได้เพิ่มขึ้น

                ดิฉันเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีเรื่องราวดี ๆ ที่ขอบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตและประสบการณ์การทำงาน ที่ได้ลองทำแล้วมีความสุข  ได้ทำแล้วงานมีคุณค่า ทำให้มีเพื่อนมากขึ้น ได้สร้างประวัติศาสตร์ในการทำงาน ทำให้หลาย ๆ คนรู้จักเรา และจำเราได้… มันอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราทำด้วยจิตใจที่ปรารถนาดี เราก็มีความสุขใจ ยิ้มได้  และต้องการแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ ให้ทุกท่าน ได้อ่าน ได้ลองทำดูบ้าง แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

เมื่อเราทำ และยึดมั่นในหน้าที่และบทบาท ทั้ง 7 ประการได้ดี จะส่งผลดีอย่างไร ?

  1. ได้รับความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น
  2. การทำงานร่วมกันภายในองค์กรได้รับความร่วมมือด้วยดี
  3. ลูกค้าได้รับบริการที่ดีจากทุกส่วนงานที่ให้บริการ
  4. งานที่ได้รับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่  มีผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย
  5. มีทิศทางการทำงานในจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทั้งองค์กร
  6. มีครอบครัวที่พร้อมให้กำลังใจและเข้าใจเราเสมอ
  7. มีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างคุณค่า สิ่งที่ดีและงดงามให้กับสังคม

                เมื่อเราต้องการเป็นผู้จัดการที่เก่ง ดี มีความสามารถ เราควรรดน้ำต้นไม้แห่งปัญญาของเราเสมอด้วยการอ่าน การเรียนรู้ การเข้าอบรมสัมมนาอย่างต่อเนื่อง  แล้วนำมาปฏิบัติทำให้เกิดประโยชน์ได้จริง ดิฉันจึงปรารถนาให้ทุกท่านเมื่อได้เรียนรู้แล้ว ขอให้ได้ลองเริ่มทำ  จากนั้นแบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ความรู้ที่ท่านมีสู่ผู้อื่น  การเรียนรู้จะมีคุณค่า เมื่อนำมาปฏิบัติ และความรู้จะยิ่งมีคุณค่าเมื่อได้ถ่ายทอดส่งต่อให้ผู้อื่น  หากคุณได้ลองทำแล้ว จะยิ่งทำให้คุณตระหนักได้ถึงคุณค่าของตัวคุณเอง ที่สามารถทำสิ่งดี ๆ มีคุณค่าต่อสังคมส่วนรวมได้อย่างอัศจรรย์….

ด้วยความปรารถนาดี….

อ.ทวีวรรณ  กมลบุตร

 

 

Manager ,

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.